บทที่ 20 7/2

วังวงศ์วริศธารา

ด้านเพชรพรรณารายเองก็ไม่อาจจะข่มตาหลับได้ นิลกาฬหนุ่มเดินไปเดินมาเมียงมองหน้าต่างอยู่เนิ่นนานก็ไม่เห็นว่ารถของพ่อครูสิงห์จะขับกลับมาเสียที เวลานี้จิตใจของเขาร้อนรุ่มดั่งไฟสุ่มอยู่กลางอกด้วยกลัวว่าเพื่อนของตนจะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น กระนั้นเขาก็ยังไม่อาจหยุดโทษตนเองได้เลยสักวินาทีเดียว เพราะหากว่าทีปกรไม่เข้ามาช่วยเหลือเขาอีกฝ่ายก็คงไม่เกิดเรื่องเช่นนี้ เป็นเพราะตัวเขาที่ไม่สามารถช่วยเหลือเพื่อนคนนี้ได้เลยสักครั้งมีแต่ทีปกรที่คอยช่วยเหลือเขามาโดยตลอด

“เธอทำแบบนี้ทำไมกันรำพึง แค้นฉันมากเธอก็มาลงกับฉัน กรเขาไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนี้เสียหน่อย” น้ำเสียงเคร่งขรึมว่าออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว และด้วยสัญชาตญาณทำให้นิลกาฬหนุ่มจึงเผลอปล่อยกลิ่นฟีโรโมนกดข่มออกมาทั้งที่รู้ว่ามันไม่สามารถทำอะไรวิญญาณร้ายอย่างรำพึงได้

ทว่าอยู่ ๆ ลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา ตามมาด้วยเสียงผิวปากของใครสักคน เพชรพรรณารายขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ ไหนว่าพ่อครูสิงห์ร่ายคาถาคุ้มครองวังไว้แล้วอย่างไร เหตุใดรำพึงถึงเข้ามาได้อีก ความฉงนนี้อยู่ไม่นานนักเมื่อเพชรได้ยินเสียงนกแสกร้องอยู่นอกวังเขาก็รู้โดยทันทีว่าต้องเป็นรำพึง ผีร้ายตนนั้น

‘ฮ่า ๆ ๆ เพราะมันเข้ามาเสือกเรื่องของกู! มันถึงต้องตายนั้นก็เพราะมึงอีรำไพ มึงทำให้เพื่อนของมึงเดือดร้อน’ เสียงหัวเราะเยือกเย็นยังคงกังวานไปทั่วทุกมุม ทว่ากลับหาต้นตอของเจ้าของเสียงนั้นไม่เจอ

“แน่จริงเธอก็ออกมาสิรำพึง ออกมาคุยกันให้รู้เรื่อง เรื่องระหว่างเธอกับฉันมันจะได้จบเสียที”

‘คุณพี่รำไพอยากเจอน้องหรือเจ้าคะ ออกมาหาน้องสิเจ้าค่ะ น้องเหงาเหลือเกิน’ น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนไปมันดูนุ่มนวลและฟังระรื่นหูจนแปลกประหลาด แต่เพชรพรรณารายกับยืนนิ่ง เขาไม่มีทางหลงกลรำพึงอย่างเด็ดขาด

‘คุณพี่โกหกน้องอีกแล้วนะเจ้าคะ ไหนว่าอยากเจอน้องเช่นไรเล่าเจ้าค่ะ คุณพี่ออกมาหาน้องสิเจ้าค่ะ ออกมาคุยกับน้อง’

“เธอต้องการอะไรกันแน่รำพึง ทำแบบนี้ทำไม”

‘หึ! เพราะคุณพี่ไม่เคยจะรักน้องเลยอย่างไรล่ะเจ้าค่ะ’

“ว่าแต่ฉันโกหกเป็นเธอเองหรือเปล่าที่โกหกรำพึง อันที่จริงเธอไม่ได้ต้องการความรักจากฉันแต่เธอต้องการความรักจากเขาผู้นั้นต่างหาก” เมื่อจบประโยคนั้นความรู้สึกเยือกเย็นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เพชรลอบถอนหายใจออกมา เขาอยากจะคาดคั้นเอาความให้ได้มากกว่านี้แต่ก็ดูเหมือนว่าตนจะ...

‘ไร้ประโยชน์อีกแล้ว’

ใช่ไร้ประโยชน์ นอกจากจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนแล้วเขามันก็เป็นตัวเฮงซวยชอบนำความเดือดร้อนมาให้แก่ทุกคน

‘ชายเล็ก ชายเล็กอย่าคิดเช่นนั้นเลยนะลูก ลูกของแม่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย’

ดวงตากลมสวยเบิกกว้าง จิตใจที่สั่นไหวทำให้เพชรพรรณารายมองสำรวจซ้ายทีขวาทีหาเจ้าของเสียงเมื่อครู่นี้ เขามั่นใจว่าตนเองไม่ได้หูฝาดไปอย่างแน่นอน เขาไม่มีทางลืมเสียงนี้ น้ำเสียงที่อ่อนโยนและเอ็นดูเขาเสมอเช่นนี้ เป็นใครไปไม่ได้นอกจากมารดาของตน

“คุณแม่! นั้นคุณแม่ใช่ไหมครับ” เอ่ยถามขึ้นทั้งยังพยายามเดินหาและมองสำรวจไปรอบ ๆ เขามั่นใจว่าเสียงนั้นต้องเป็นเสียงของมารดาอย่างแน่นอน ทว่าด้วยเหตุใดกันมารดาจึงไม่ปรากฏตัวให้เขาเห็น

“ออกมาเถอะครับนะคุณแม่ ลูกรู้ว่าคุณแม่อยู่ที่นี่และได้ยินเสียงลูก” กระทั่งหางตาไปสะดุดเข้ากับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่วางอยู่ตรงหัวเตียงตัวหนึ่งเข้า

มันมาที่นี่ได้อย่างไรกัน(?) ตุ๊กตาตัวนี้มาอยู่ในห้องเขาได้อย่างไร เขามั่นใจว่าตนไม่เคยมีตุ๊กตาหน้าตาประหลาดแบบนั้นเลยสักครั้ง เกิดคำถามขึ้นในใจหากแต่ความสงสัยก็มลายหายไปเมื่อเงาร่างโปร่งใสปรากฏขึ้นต่อหน้าตน

“คุณแม่! นั้นคุณแม่ใช่ไหมครับ ลูกคิดถึงคุณแม่เหลือเกิน” ดวงตากระจ่างใสถูกปกคลุมด้วยหมอกบางเบา ท่อนขาแกร่งค่อย ๆ ก้าวเข้าไปหาเงาร่างนั้นอย่างเชื่องช้า คราวนี้เพชรมั่นใจว่าตนไม่ได้ฝันอย่างเช่นที่ผ่านมา ดวงวิญญาณตรงหน้าตนคือมารดาผู้ให้กำเนิดจริง ๆ

‘อย่าเข้ามาชายเล็ก’

วินาทีนั้นเองที่เพชรพรรณารายเผลอชะงักเท้าเอาไว้ ทั้งที่อยากเข้าไปกอดผู้เป็นมารดาจับใจแต่เขาก็ยังเลือกที่จะฟังคำบอกกล่าวนั้นของเธอ

“ทำไมล่ะครับ ลูกคิดถึงคุณแม่นะ” น้ำเสียงสั่นเครือว่าออกมา ตนไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าด้วยเหตุใดมารดาถึงได้ห้ามปรามเขาเช่นนั้นทั้งที่เขาโหยหาและเฝ้ารอเธอมานานแสนนาน ทั้งคิดถึง ทั้งคะนึงหา อยากที่จะเข้าไปสวมกอดร่างบางอีกสักครั้ง

‘เพราะสร้อยเส้นนั้นลูกจึงไม่สามารถเข้ามาหาแม่ได้’ น้ำเสียงโศกเศร้าว่าออกมา ทว่าดวงตาลึกล้ำกลับมองมายังบุตรชายอย่างอ่อนโยน มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มชวนมองที่ไม่ว่าเพชรพรรณารายจะเห็นมันเมื่อใดเขาก็ยังรู้สึกอุ่นใจเสมอ แม้กระทั่งตอนนี้

“เช่นนั้นลูกจะถอดมันประเดี๋ยวนี้ครับ”

‘อย่านะลูก! ห้ามถอดเด็ดขาด’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป